home about us contact us advertising rate admin login sitemap

หมายเลขประกาศ : 0000000139

หัวข้อประกาศ : นักวิจัย มจธ. แปลงขยะจาก "โรงงานไฟฟ้า" มาเป็น "ยางปะเก็น"
รายละเอียด :           
นักวิจัย มจธ.สร้างมูลค่าให้ "ผงเถ้าลอย" ของเหลือทิ้งจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เผยใช้เป็นสารเติมแต่งและขึ้นรูปเป็น "ยางกันรั่ว-ยางรองกันกระแทก" ทดแทนผงซิลิการาคาแพง
       
       ผงเถ้าลอย (Pulverized Fuel Ash) เป็นของเสียขี้เถ้าที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน นับสิบปีมาแล้วที่ได้มีการนำผลเถ้าลอยมาใช้เป็นสารเสริมแรงสำหรับงานโยธา งานก่อสร้าง เพื่อเสริมแรงซีเมนต์และคอนกรีต โดยสมบัติของตัวผลเถ้าลอยนั้น มีซิลิกาผสมอยู่ในรูแบบโมเลกุลทรงกลม จึงสามารถคงทนต่อแรงดึง สามารถหลอมเข้ากับแบบได้ดี และทนต่อการกัดกร่อน แต่ข้อมูลในการใช้ผงเถ้าลอยเป็นสารตัวเติมในวัสดุยางมีน้อยมาก
       
       การใส่สารเสริมแรงลงในยางจะทำปฏิกิริยาทางเคมีและทางกายภาพระหว่างยางและสารตัวเติม ที่มักจะอาศัยลักษณะทางเคมีฟิสิกส์ของพื้นผิวและลักษณะทางเคมีของยาง แต่กลไกที่แม่นยำของการเสริมแรงไม่เข้าใจนัก ซิลิกาเป็นสารตัวเติมเสริมที่นิยมวงการในอุตสาหกรรมยางที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะมีสีขาว ไม่เหมือนกับผงในกลุ่มคาร์บอนที่จะมีแต่สีดำ (อย่างเช่นยางรถยนต์ เป็นต้น) ซิลิกามีอนุภาคขนาดเล็ก และมีประสิทธิภาพในการปรับปรุงสมบัติเชิงกลของวัสดุผสมยางให้ทนต่อแรงดึง โดยเฉพาะความต้านทานต่อการขัดสี ความแข็ง ซิลิกาได้จากวิธีการต่างๆเช่นการตกตะกอนซิลิกาโดยการตกตะกอนของสารละลายซิลิเกต โดยกระบวนการ Phylogenic และซิลิกาจากทรัพยากรธรรมชาติ (เช่น ขี้เถ้าแกลบ ชานอ้อย และเถ้าลอย) หลายแห่งมีการใช้ซิลิกาจากทรัพยากรธรรมชาติเป็นทางเลือกเสริมสารตัวเติมในยางธรรมชาติ (NR) เนื่องจากการประหยัดต้นทุน มีสมบัติเชิงกลดี (ถ้าใช้อย่างถูกต้อง) และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม มีเพียงไม่กี่งานวิจัยเท่านั้นที่มีการดึงเอาคุณสมบัติของผงเถ้าลอยเป็นสารเสริมแรงในยาง

       ดร.เอกชัย วิมลมาลา ภาควิชาเทคโนโลยีวัสดุ คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นักวิจัยผู้ศึกษาการสร้างมูลค่าให้กับ “ผงเถ้าลอย” ของเหลือทิ้งจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ กล่าวว่า งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนในโครงการวิจัยแห่งชาติ:ยางพารา สังกัดฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งอยู่ในประเภท “โครงการการวิจัยขนาดกลางเรื่องยางพารา (Medium Projects on Rubber: MPR)” อันเป็นโครงการที่มุ่งสนับสนุนการทำวิจัยหาความรู้ระดับกลาง ภายใต้การกำกับทิศทางการวิจัยตามเป้ายุทธศาสตร์ยางพาราของ สกว. โดยอาจใช้ผลวิจัยเดิมเป็นฐานต่อยอด หรือจากฐานความรู้ที่ได้รับจากโครงการวิจัยขนาดเล็กเรื่องยางพารา(SPR)หรือจากโจทย์วิจัยของภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องทำการวิจัยฐานความรู้เพื่อการขยายผลตอบสนองโจทย์ ทั้งนี้ มุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ตัวความรู้ และเทคโนโลยีสำหรับสนับสนุนการผลิตภัณฑ์ยางที่เป็นนวัตกรรม และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเดิมของโรงงาน เพื่อให้ได้ผลงานวิจัยที่จะใช้ประโยชน์ได้จริง
       
       “ทีมงานจึงได้ศึกษาคุณสมบัติของผงเถ้าลอย จากนั้นปรับคุณสมบัติผิว และนำไปใช้เป็นส่วนผสมในการขึ้นรูปเป็นแผ่นยางกันรั่วและยางรองกันกระแทก พร้อมทั้งเปรียบเทียบผลกับแผ่นยางที่ขึ้นรูปด้วยผงซิลิกาและผงเขม่าดำเกรดการค้า เพื่อหาคำตอบว่าวัสดุไหนที่ให้คุณสมบัติการขึ้นรูปที่ดีสุด" นักวิจัยกล่าว

ยางปะเก็น
       นอกจากซิลิกาเกรดการค้าแล้ว ยังมีซิลิกาที่ได้จากชานอ้อยและแกลบ มีซิลิกาอยู่ถึง 93% เป็นขยะเหลือทิ้งเมื่อผ่านกระบวนการเคมีและการเผาจะสามารถนำมาเป็นสารเสริมแรงได้เช่นเดียวกับเถ้าเขม่าดำ (Carbon Black) ขณะนี้กำลังมีงานวิจัยเพื่อนำเอาชานอ้อย หรือแกลบ มาผ่านกระบวนการทำให้พวกขยะเหล่ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเถ้าลอยที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
       
       จากการวิจัย พบว่าผลที่ได้ ผงเถ้าลอยสามารถใช้เป็นส่วนผสมทดแทนผงซิลิกา หรือผงเขม่าดำเกรดการค้า ได้มากกว่า 20% จากที่มีการใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ส่วนการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า ยางปะเก็น และยางรองกันกระแทกสูตรผสมผงเถ้าลอยมีคุณสมบัติเชิงกลโดยรวมเทียบเท่า หรือสูงกว่ายางปะเก็นเกรดการค้า แต่ถ้าเติมมากกว่านั้น คุณสมบัติของยางที่ได้จะลดลง ส่วนเหตุผลที่เลือกเถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง เพราะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีการควบคุมคุณภาพมีองค์ประกอบของซิลิกาอยู่ประมาณ 40% และโมเลกุลของซิลิกามีลักษณะเม็ดกลม หลอมตัวได้ดีในแบบหล่อ เมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าราชบุรีและระยอง ที่มีเม็ดค่อนข้างเหลี่ยม
       
       “ประโยชน์จากโครงการวิจัย คือ การได้ผลิตภัณฑ์ยางผสมคุณภาพดีที่มีต้นทุนราคาถูก เพราะผงเถ้าลอย ราคากิโลกรัมละ 2-3 บาทเท่านั้น ขณะที่ผงซิลิกาเกรดการค้าราคาอยู่ที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้งยังเพิ่มมูลค่าให้ของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมถ่านหินและโรงไฟฟ้าที่มีของเหลือทิ้งมากกว่า 3 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้ทีมนักวิจัยพร้อมที่จะเดินหน้าสู่การต่อยอดการทดลองผลิตระดับอุตสาหกรรม อีกทั้งผลการศึกษาความต้องการใช้งานของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางธรรมชาติ พบว่าตลาดมีความต้องการยางที่ขึ้นรูปเป็นปะเก็น หรือยางกันรั่ว และยางรองกันกระแทกสูงมาก” ดร.เอกชัยกล่าวสรุป
 
ชื่อผู้ลงประกาศ : Mr.IC
IP Address : 58.97.7.50
อีเมล์ : thejnai@hotmail.com
เวปไซต์ : http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9530000115964

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ตอบกระทู้
ผู้ตอบกระทู้
ข้อความ
CODE:EC761 * CODE ที่ท่านเห็น
 
   

 

Copyright @ 2007 by industrychannel.com