home about us contact us advertising rate admin login sitemap

หมายเลขประกาศ : 0000000183

หัวข้อประกาศ : มาทำความรู้จัก “ว่านสาวหลง” เสน่ห์พืชหอมล้านนา สู่งานวิจัย มช.
รายละเอียด :           
 เภสัชฯ มช. คิดค้นงานวิจัยพืชหอมแห่งล้านนา “ว่านสาวหลง” สู่กระบวนการทำ “น้ำมันหอมระเหย” เสน่ห์น่าหลงใหล ส่งกลิ่นหอมทั้งใบและราก ให้ประโยชน์บำรุงผิวพรรณ ต้านอนุมูลอิสระ สูดช่วยผลผ่อนคลาย ไม่พบความระคายเคืองต่อผิวหนัง
       
       ว่านสาวหลง เพียงได้ยินชื่อ ก็ชวนให้นึกถึงความมีเสน่ห์ ความหลงใหล ในเมื่อมีชื่อถึงขนาดว่าสาวหลงละก็ต้องไม่ธรรมดาแน่ ประกอบกับมีประวัติการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนามีการใช้ก่อให้เกิดเมตตามหานิยม และมีลักษณะพิเศษที่มีกลิ่นหอมทั้งส่วนใบและราก ด้วยเหตุนี้เป็นที่มาของ นักวิจัยคนเก่งแห่ง มช. “ผศ.ดร.สุนีย์ จันทร์สกาว” หัวหน้าศูนย์วิจัยภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยน้ำมันหอมระเหยจากว่านสาวหลง เป็นโครงการจัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยอัตลักษณ์ล้านนา

       น้ำมันหอมระเหยจากว่านสาวหลงมานำมาใช้การนวด สปา และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยงบประมาณสนับสนุนจากงบพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือจากการดำเนินงานของศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือร่วมกับคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และเครือข่ายชุมชน เพื่อการผลิตปลูกว่านสาวหลงให้มีคุณภาพที่ดีในการสกัดน้ำมันหมอระเหยและการนำไปใช้ประโยชน์
       
       ผศ.ดร.สุนีย์ กล่าวว่า ว่านสาวหลงหรือ แหน่ง ในภาษาล้านนา เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ ขิง ข่า (Family Zingiberaceae) อยู่ในสกุลเดียวกับกระวาน (Genus Amomum) เป็นพืชที่ใบและเหง้ามีกลิ่นหอม ในปัจจุบันมีการนำไปใช้เพื่อเตรียมน้ำมันหอมระเหย หรือ เป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์บางชนิด และเป็นที่สนใจในการนำไปใช้ประโยชน์ในธุรกิจสปา แต่ยังเป็นพืชที่รู้จักกันในวงจำกัด เนื่องจากยังขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการใช้ประโยชน์
       
       “ว่านสาวหลงเป็นพืชพื้นบ้านที่มีประวัติการใช้มายาวนาน โดยตามความเชื่อพบว่าว่านสาวหลงเป็นว่านที่ทรงคุณค่าทางเมตตามหานิยมอยู่สูง ใช้ปลูกในบ้านเรือนเป็นเสน่ห์และสิริมงคลแก่สถานที่ เหมาะสำหรับร้านค้า เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเรียกลูกค้า หากเอาเหง้ามาฝนผสมกับสีผึ้งทาปากหรือน้ำมันจันทน์ทาตัว ทาผม หรือเพียงแต่เอาเหง้าถือติดตัวไป ผู้คนก็จะ หลงรักใคร่ นอกจากนี้ยังใช้ทำพระเครื่อง เป็นส่วนผสมของน้ำยาว่าน 108 และเหง้ายังมีการนำไปใส่ในตู้เสื้อผ้าเพื่อกันแมลงและอบเสื้อผ้าให้กลิ่นหอม”
       


       ผศ.ดร.สุนีย์ กล่าวต่อว่า จากประวัติการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนาที่มีความหมายที่ดี กล่าวคือการใช้ก่อให้เกิดเมตตามหานิยม ซึ่งแสดงถึงพืชชนิดนี้มีกลิ่นหอมเป็นที่พึงพอใจ และจากธรรมชาติของพืชที่มีกลิ่นหอมทั้งส่วนใบและเหง้า ในการปลูกเจริญเติบโตเร็ว จึงทำให้ทางคณะเภสัชศาสตร์ โดยศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือร่วมกับคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีความสนใจในการศึกษาวิจัยพืชชนิดนี้เพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งในการศึกษาได้ศึกษาเรื่องของการขยายพันธุ์และการปลูกในสภาวะต่าง ๆ และมีการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้สนใจ โดยศึกษาคู่ขนานไปกับการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี, ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน และการศึกษาฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยวิธี Open field ทั้งของน้ำมันหอมระเหยทั้งส่วนใบและราก รวมทั้งมีการศึกษาเบื้องต้นถึงความระคายเคืองต่อผิวหนัง
       
       จากการวิจัยผลพบว่าค่าเฉลี่ยของร้อยละน้ำมันหอมระเหยของใบ และลำต้นใต้ดิน มีค่าเท่ากับ 0.98 และ 0.41 ตามลำดับ โดยองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยจากแต่ละส่วน พบว่ามี ρ-(1-butenyl) anisole เป็นองค์ประกอบหลัก และผลการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของน้ำมันหอมระเหยจากส่วนใบ และลำต้นใต้ดิน ด้วยวิธี ABTS ให้ผลที่ดี (มีค่าเท่ากับ 1.34 และ 0.29 mg Trolox/ml) เมื่อศึกษาฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยวิธี Open field พบว่าน้ำมันหอมระเหยในส่วนของใบมีฤทธิ์ลด locomotor activities ได้อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ส่วนการทดสอบด้วยวิธี Pentobarbital induced sleeping time น้ำมันหอมระเหยจากว่านสาวหลงไม่มีผลต่อการทดลองนี้ ซึ่งจากผลการศึกษานี้แสดงว่าน้ำมันหอมระเหยจากทั้งส่วนใบและรากมีแนวโน้มในการให้ประโยชน์ในการบำรุงผิวพรรณได้จากผลของการต้านอนุมูลอิสระ และเมื่อสูดดมมีแนวโน้มที่จะให้ผลผ่อนคลาย และนอกจากจากไม่พบความระคายเคืองต่อผิวหนัง

       ทั้งนี้ จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากว่านสาวหลง จากผลการวิจัยนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในสปา ทางศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ จึงร่วมกับสมาคมไทยล้านนาสปา และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ จึงจัดทำโครงการจัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยอัตลักษณ์ล้านนาที่ใช้ผสมผสานในการให้บริการนวด โดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากใบว่านสาวหลงเป็นองค์ประกอบ โดยงบประมาณสนับสนุนจากงบพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้ รศ.พิมพร ลีลาพรพิสิฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอาง อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบใน 3 รูปแบบ คือ น้ำมันสำหรับจุดตะเกียง น้ำมันนวดตัว และสครับ(Scrub) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบความพึงพอใจเบื้องต้น ในกลุ่มผู้ประกอบการสปาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความคงสภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งหากว่านสาวหลงสามารถนำไปใช้ในธุรกิจสปา ย่อมส่งผลถึงความต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพซึ่งจะต้องมีการพัฒนาในกลุ่มผู้ผลิตต่อไป
       
       ผศ.ดร.สุนีย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ว่านสาวหลง จะกลายเป็นพืชหอมท้องถิ่นในอนาคต จากจุดเริ่มต้นของการวิจัยว่านสาวหลง เป็นการนำประโยชน์พืชหอมในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ (คือวัตถุดิบ) และจะก้าวสู่ปลายน้ำ นั่นคือแนวทางที่จะศึกษาเพิ่มเติมคือมีโดรงการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เมื่อใช้ในการนวด การพัฒนาคุณภาพของวัตถุดิบ และการเตรียมน้ำมันหอมระเหย พร้อมทั้งจัดทำเกณฑ์มาตรฐาน
       
       “หากแต่ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ กระบวนการศึกษาวิจัยว่านสาวหลง ได้สร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันของนักวิจัย กลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบ และกลุ่มผู้ใช้ ถึงการนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ว่าจะต้องผ่านขั้นตอนใดบ้าง เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคทั้งในเรื่องของคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญของคณะเภสัชศาสตร์ที่มีต่อสังคมในเรื่องของผลิตภัณฑ์ยา เครื่องสำอางและอาหารเสริมสุขภาพ”
       
       **ขอบคุณภาพประกอบข่าวจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
 
ชื่อผู้ลงประกาศ : Mr.IC
IP Address : 58.97.7.50
อีเมล์ : thejnai@hotmail.com
เวปไซต์ : http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9530000165713

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ตอบกระทู้
ผู้ตอบกระทู้
ข้อความ
CODE:A4558 * CODE ที่ท่านเห็น
 
   

 

Copyright @ 2007 by industrychannel.com