home about us contact us advertising rate admin login sitemap

หมายเลขประกาศ : 0000000219

หัวข้อประกาศ : มทส. ภูมิใจนำเสนอ แปลงทดลองเทคนิค “เพิ่มผลผลิตอ้อย”
รายละเอียด :           
นักวิจัย มทส. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช โชว์งานวิจัย แปลงทดลองปลูกอ้อย ปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์และอุ้มน้ำดีขึ้น แนะเกษตรกรใช้ระบบน้ำหยดใต้ดิน ประหยัดทุนกว่าครึ่ง เพิ่มผลผลิตอ้อย
       
       ผศ.ดร.สุดชล วุ้นประเสริฐ หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) พร้อมด้วย น.ส.สุมาลี โพธิ์ทอง นักศึกษาบัณฑิตศึกษาระดับปริญญาเอก เผยถึงงานวิจัยในการเพิ่มผลผลิตอ้อยปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ แปลงทดลอง ฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย ผศ.ดร.สุดชน กล่าวถึงภาพรวมของด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมของอ้อยในประเทศไทยว่า อ้อยถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศอย่างยิ่ง ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าประเทศไทยมีการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศปีละประมาณ 1.6 - 1.7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 17,000-19,000 ล้านบาท และส่งออกจำหน่ายในตลาดโลกปีละกว่า 3 ล้านตัน นำรายได้เข้าประเทศประมาณ 20,000 - 30,000 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิล สหภาพยุโรป มีสัดส่วนในตลาดโลกร้อยละ 9.5 โดยมีตลาดที่สำคัญคือ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หากมองด้านรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยจะมีรายได้จากการจำหน่ายอ้อยทั้งหมดประมาณ 30,000 ล้านบาท ต่อปี คิดเป็นร้อยละ 4 ของรายได้ภาคเกษตรทั้งหมด

ผศ.ดร.สุดชล วุ้นประเสริฐ
       “จากสถิติพบว่าในปี 2551 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 6.51 ล้านไร่ มีผลผลิตต่อปีเฉลี่ย 11.81 ตันต่อไร่ ปี 2552 มีพื้นที่ปลูก 6.02 ล้านไร่ มีผลผลิตเฉลี่ย 10.48 ตันต่อไร่และในปี 2553 มีพื้นที่ปลูก 6.31 ล้านไร่ และมีผลผลิตต่อปีเฉลี่ย 10.47 ตันต่อไร่ ทั้งนี้พื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ของประเทศจะอยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานโดยมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 2.27-2.80 ล้านไร่ หรือคิดเป็นพื้นที่ 39 - 43 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ในการปลูกทั่วประเทศ ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยของอ้อยที่ผลิตได้ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเพียง 10.29 - 11.09 ตันต่อไร่ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ” ผศ.ดร.สุดชน เปิดเผย
       
       เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลผลิตต่ำได้แก่สภาพพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนทรายหรือดินทราย มีการระบายน้ำดี แต่ความสามารถในการอุ้มน้ำและธาตุอาหารต่ำ อีกทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกอ้อยแบบอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติจึงส่งผลให้หลังจากการตัดอ้อยปลูกแล้วไม่สามารถไว้ตอในรุ่นต่อไปได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากความชื้นและธาตุอาหารที่ไม่เพียงพอ หากเปรียบเทียบกับการเพาะปลูกในภาคกลางจะพบว่าเกษตรกรสามารถที่จะลดต้นทุนในการผลิตโดยสามารถไว้ตอได้หลายตอ ดังนั้นจึงเป็นแนวคิดในการวิจัยในเรื่องการจัดการดินและน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตและศักยภาพในการไว้ตอในเขตพื้นที่ภาคอีสานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
       
       ด้าน น.ส.สุมาลี โพธิ์ทอง ได้นำแนวคิดในการจัดการดินและน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาออกแบบงานวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์และอุ้มน้ำดีขึ้นโดยเน้นศึกษาวิธีการ ปริมาณ ความถี่ในการให้น้ำและปุ๋ยที่เหมาะสมรวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในท้องถิ่น อาทิ ขุยมะพร้าวและขี้เถ้าแกลบ มาช่วยในการปรับปรุงดินอีกทางหนึ่ง

ขนาดท่อนพันธุ์เปรียบเทียบและตัวอย่างการไว้ตอในรุ่นต่อไป
       ทั้งนี้ได้แบ่งการทดลองออกเป็น 4 แปลงโดยในแต่ละแปลงได้ทำการควบคุมระบบการให้น้ำดังนี้
       
       1.แปลงจากน้ำฝนธรรมชาติ
       2.แปลงทดลองให้น้ำไหลไปตามร่อง(Furrow)
       3.แปลงทดลองให้น้ำระบบน้ำหยดบนผิวดิน
       4.แปลงทดลองให้น้ำระบบน้ำหยดใต้ดิน
       
       โดยแต่ละแปลงจะมีการควบคุมกระบวนการใช้วัสดุปรับปรุงดิน 3 กรรมวิธี คือ ไม่ใช้วัสดุปรับปรุงดิน , ใส่ขุยมะพร้าวตามแถวปลูก อัตรา 2-3 ตัน/ไร่ และใส่ขี้เถ้าแกลบ อัตรา 2-3 ตัน/ไร่
       
       ร่วมกับกรรมวิธีการให้ปุ๋ย 4 กรรมวิธี คือ ใส่ปุ๋ย NPK ตามประเภทของเนื้อดิน , ใส่ปุ๋ย NPK ตามค่าวิเคราะห์ดิน , ใส่ปุ๋ย NPK + ธาตุอาหารรอง ตามค่าวิเคราะห์ดิน และใส่ปุ๋ย NPK + ธาตุอาหารรอง+จุลธาตุ ตามค่าวิเคราะห์ดิน
       
       สำหรับในแปลงระบบน้ำหยดจะถูกปรับระบบการให้ปุ๋ยไปกับระบบน้ำเพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของอ้อยปลูกและความสมบูรณ์ของต้นต่อการไว้ตอในรุ่นต่อไป โดยใช้อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 ซึ่งเป็นผลงานการปรับปรุงพันธุ์ของศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างพันธุ์แม่คือ โคลน 85-2-352 กับ K 84-200 ซึ่งเป็นพันธุ์พ่อ และมีการปรับปรุงเรื่อยมาเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์จนได้อ้อยสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติที่ดี ทั้งนี้จากภาพรวมของงานวิจัยจะพบว่าการจัดการน้ำและธาตุอาหารในแปลงทดลองนั้นส่งผลให้ได้ผลผลิตอ้อยที่มีคุณภาพสามารถที่จะไว้ตอในรุ่นต่อไปได้ ทั้งนี้หากเกษตรกรในภาคอีสานสามารถที่จะไว้ตอได้จะสามารถประหยัดต้นทุนการผลิตอ้อยปลูกจาก 5,670 บาท เหลือเพียง 2,090 บาท ต่อไร่
       
       ผศ.ดร.สุดชล กล่าวเพิ่มเติม ว่า จากการวิจัยในครั้งนี้ทางสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช มทส. ต้องการส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรในเขตภาคอีสาน หันมาให้ความสำคัญต่อการให้น้ำและธาตุอาหารในการเพาะปลูกอ้อยมากยิ่งขึ้น โดยการนำระบบน้ำหยดใต้ดินและการให้ปุ๋ยที่ตรงตามความต้องการของพืชมาปรับใช้ ทั้งนี้หากเกษตรกรหันมาใช้ระบบน้ำหยดใต้ดินจะสามารถควบคุมการให้น้ำและให้ปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการให้น้ำในระบบน้ำหยดใต้ดินนั้นจะมีการสูญเสียความชื้นน้อยกว่า การให้น้ำหยดบนผิวดินหรือการให้น้ำแบบอื่น อีกทั้งยังเป็นการประหยัดแรงงานการเพาะปลูกในระยะยาว

แปลงน้ำฝนจากธรรมชาติ(ซ้าย) เทียบกับ.แปลงทดลองระบบน้ำหยดใต้ดิน(ขวา)
       “จากประมาณการคาดว่าเกษตรกรจะคุ้มทุนตั้งแต่ปีแรกเนื่องจากสามารถเพิ่มผลผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 20 ตันต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าที่เกษตรกรผลิตได้เฉลี่ย10 -11 ตันต่อไร่ รวมทั้งยังสามารถประหยัดต้นทุนการปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ในปีที่ 2 โดยอาจไว้ตอได้มากกว่า 1 รุ่น อีกทั้งค่าความหวานหรือ CCS (Commercial Cane Sugar) ที่ได้ จากการทดลองก็สูงกว่ามาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายซึ่งกำหนดไว้ที่ 10 CCS.โดยจากการสุ่มตัวอย่างในการวิเคราะห์คุณภาพของผลผลิตในแปลงที่ปลูกแบบระบบน้ำบนผิวดินมีค่า CCS เท่ากับ 12.66 และแปลงที่ให้น้ำหยดบนผิวดินมีค่า CCS เท่ากับ 13.16”
       
       (ส่วนแปลงที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนและแปลงให้น้ำหยดใต้ผิวดินวัดค่า CCS ได้ในวันที่ 7 มีนาคม 2554)
       
       ทั้งนี้หากเกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อขอเข้าชมแปลงทดลองแบบหมู่คณะได้ที่ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โทรศัพท์ 044 -224204 ในวันและเวลาราชการ

 
ชื่อผู้ลงประกาศ : Mr.IC
IP Address : 203.195.108.141
อีเมล์ : thejnai@hotmail.com
เวปไซต์ : http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9540000030677

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ตอบกระทู้
ผู้ตอบกระทู้
ข้อความ
CODE:B9D64 * CODE ที่ท่านเห็น
 
   

 

Copyright @ 2007 by industrychannel.com