home about us contact us advertising rate admin login sitemap

หมายเลขประกาศ : 0000000272

หัวข้อประกาศ : ม.บูรพาไอเดียเจิด! โชว์งานเคลือบสุดล้ำ
รายละเอียด :           
นิสิตสาขาฟิสิกส์(วิจัยพลาสมาสำหรับวิทยาศาสตร์พื้นผิว)ม.บูรพา
       

       เทคโนโลยีใหม่ๆของไทยในปัจจุบันได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ นวัตกรรมหลายอย่างคนไทยเป็นคนคิดค้นเอง ออกแบบเอง และผลิตเอง สิ่งที่มองเห็นได้ใกล้ๆตัว เช่น การแข่งขันหุ่นยนต์ในหลายๆเวที ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เด็กไทยก็คว้าชนะเลิศมามาก ส่วนสายงานด้านอุตสาหกรรม ก็มีนวัตกรรมใหม่ๆมากมายไม่แพ้กัน อย่างการเคลือบผิววัสดุจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็มีการพัฒนาให้สวยงามและทนทานมากขึ้น
       
       มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่กำลังประกาศตัวเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยของประเทศไทย นอกจากพัฒนาด้านการวิจัยแล้ว ยังมีผลงานนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเผยแพร่แก่สังคมภายนอกมากมาย หนึ่งในนั้นคือ การคิดค้นเครื่องยิงประจุเคลือบพื้นผิวแบบใหม่ ที่คิดค้นและสร้างโดยสาขาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นงานเคลือบกระจก หินเจีย ช้อนส้อม ไม้ ฯลฯ ล้วนพัฒนาให้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น แถมยังมีชิ้นงานบางประเภท ที่เคลือบเพื่อความสวยงามส่งออกต่างประเทศได้ด้วย

ผลงานวัสดุที่เคลือบสารต่างๆ ด้วยกระบวนการแบบใหม่
       จินดาวรรณ ธรรมปรีชา มหาบัณฑิต(วท.บ.) จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.บูรพา กล่าวว่า ปกติการเคลือบชิ้นงานจะนำชิ้นงานลงไปชุบในของเหลวชนิดหนึ่งเพื่อให้สารเคลือบเกาะผิวงาน แต่การเคลือบแบบใหม่นี้ จะใช้วิธีการสปัตเตอริง (Sputtering) โดยการเอาอะตอมแก๊สยิงสารเคลือบ เช่น หากต้องการเคลือบผิววัสดุด้วยทอง วิธีการคือนำอะตอมแก๊สยิงอะตอมทองให้หลุดออกมาให้ตกเคลือบบนชิ้นงาน ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้การชุบงานไม่เปียกเลอะเทอะ และยังประหยัดเนื้อสารที่ใช้เคลือบด้วย
       
       "หากใช้วิธีสปัตเตอริงก็จะประหยัดทองได้มากขึ้น เพราะเป็นการยิงอะตอมทอง ไม่ใช่การจุบชุบลงไปในทองหลอมที่เป็นของเหลว และการเคลือบแบบนี้ทำให้ได้งานชุบที่บางมากในระดับนาโน ทำให้ชิ้นงานมีความทนทานมากกว่าการชุบแบบเดิม เพราะสารเคลือบจะฝังลงไป ไม่ใช่แค่เคลือบผิวนอกแต่ยังซึมเข้าไปในเนื้อวัสดุด้วย ทำให้ทนทานกว่าค่ะ"

ช้อนเคลือบแบบPVD Sputtering ทำให้ชิ้นงานสวยขึ้น
       จินดาวรรณ เล่าอีกว่า หากเป็นกระจก จะเคลือบด้วยไททาเนียมไดออกไซด์ ซึ่งเป็นการ Reactive Sputtering ตรงนี้จะใช้อะตอมแก๊สยิงเข้าไป ทำให้ได้งานกระจกที่มีคุณสมบัติใช้งานได้ดีขึ้น ตามปกติหากฝนตกขณะขับรถ หยดน้ำฝนจะเกาะกระจก แต่กระจกชนิดนี้ พอฝนตกลงมาสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ ไม่ต้องใช้ที่ปัดน้ำฝน เรียกว่า PVD Sputtering
       
       "งานที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงของไทยเรา ก็จะเป็นกระจกค่ะ ที่ต่างประเทศสั่งให้โรงงานของเราผลิต ซึ่งการเคลือบแบบนี้ก็ได้มีการเอาไปใช้จริง ในโรงงานแล้ว นอกจากนี้ยังมีการเคลือบกระจกสีฟ้า ตัวนี้จะทำให้การสะท้อนแสงน้อยลงและมีสีสวย กำลังเป็นที่ต้องการของต่างประเทศ แต่ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยค่ะ และก็มีหินเจีย ใช้เจียพวกสุขภัณฑ์ต่างๆ เราก็เอามาเคลือบ มีเคลือบไททาเนียมและเคลือบไททาเนียมไนไตรด์ ทำให้ยืดอายุการใช้งานของหินเจียได้นานขึ้น จากปกติใช้งานได้ 2 วัน แต่พอเคลือบแบบนี้ก็อาาจได้นานถึง 1สัปดาห์ ต่อ 1ชิ้น หรือช้อนกินข้าวก็สามารถชุบให้สวยงามได้ ในต่างประเทศจะชอบสีแปลก ๆ เช่น สีม่วง สีเขียว ก็เพิ่มมูลค่าให้กับช้อนธรรมดาๆ จาก 10 บาท ก็เพื่มเป็น 50-60 บาทได้"

เคลือบหินเจีย ได้หินเจียที่มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น
       ด้าน รุ่งทิวา อู่สุวรรณ นิสิตป.โท ชั้นปีที่ 1 ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.บูรพา กล่าวว่า งานเคลือบแบบใหม่นี้ ในประเทศไทยที่ม.บูรพา ก็คิดค้นเป็นแห่งแรก แต่ที่นี่จะแปลกกว่าที่อื่น คือที่ภาควิชาเป็นต้นแบบสร้างเครื่องขึ้นมาเอง ซึ่งโดยปกติเครื่องนี้มีราคาสูง และต้องสั่งจากต่างประเทศ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับมากนัก อาจเป็นเพราะทางโรงงานอุตสาหกรรมยังติดขัด อาจจะยังไม่เชื่อใจ จึงสั่งซื้อเครื่องจากต่างประเทศอยู่ แต่ ในเรื่องคุณสมบัติการใช้งานนั้น เครื่องที่ภาควิชาสามารถผลิตงานได้ดีเหมือนกัน
       
       "ส่วนในสายงานนี้ จบไปแล้วก็มีงานรองรับ เช่นทำงานตำแหน่ง PVD Engineering ก็คือดูแลสาขานี้โดยเฉพาะ ก็คือ สามารถควบคุมเครื่องได้ ถ้าซื้อแบบที่นำเข้ามา ถ้าเครื่องมีปัญหาก็ไม่มีช่างที่เป็นคนไทยจะดูแลซ่อมแซมได้ แต่ถ้าเป็นเครื่องที่เราผลิตเอง วิศวกรที่จบสาขานี้ไปก็สามารถดูและซ่อมแซมเครื่องได้ ก็มีบริษัทต่างๆ เฉพาะสายงานนี้โดยตรงอยู่แล้ว จบแล้วก็ทำงานตามบริษัทต่างๆได้"

แฟ้มโชว์อุปกรณ์และเครื่องเคลือบแบบใหม่ ที่ทางสาขาสร้างเอง
       ผศ.ดร.นิรันดร์ วิทิตอนันต์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ (ปฏิบัติการวิจัยพลาสมาสำหรับวิทยาศาสตร์พื้นผิว) คณะวิทยาศาสตร์ ม.บูรพา กล่าวเสริมว่า ตอนนี้อุตสาหกรรมการเคลือบยังมีไม่เยอะมาก เพราะพบว่า เป็นอุตสาหกรรมกึ่งครอบครัว เพราะฉะนั้นจะไม่รับคนข้างนอกมากนัก แต่ เนื่องจากอุตสาหกรรมพวกนี้มีคนใช้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นนิสิตที่จะจบสายนี้โดยตรงจะมีโอกาสได้งาน และจะมากขึ้นในอนาคต ตอนนี้ภาคฟิสิกส์ได้เปิดสาขาฟิสิกส์ประยุกต์ในกลุ่มการเคลือบในสุญญากาศโดยเฉพาะ นิสิตกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรกที่จบ และส่วนตัวมองว่าการเคลือบชิ้นงานต่างๆ เหล่านี้ หากไทยต้องการแข่งขันหรือทำในเชิงธุรกิจจริงๆ ก็ต้องพัฒนาเทคโนโลยีเองโดยการทำวิจัยและให้เด็กไทยเข้ามาศึกษาวิจัยในเรื่องนั้น
       
       "ถามว่าเด็กไทยมีศักยภาพในสายงานนี้ไหม ใช้คำว่ามีระดับหนึ่งก่อน เพราะเพิ่งเป็นรุ่นแรก แต่เราก็มีเครื่องของเราเอง เราสร้างเองทั้งหมด ตลอดจนผลิตนิสิตที่มีความเชี่ยวชาญในสายงานนี้โดยเฉพาะ มันก็เลยครอบคลุมทั้งระบบ เวลาเรียนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. เป็นงานทางช่างโดยเฉพาะ ซึ่งตรงนี้ม่ได้สอนเพราะไม่ได้อยู่ในหลักสูตรแต่เด็กต้องได้เรียนรู้ของจริง เพื่อจะได้เห็นภาพว่าการทำงานของมันเป็นอย่างไร 2. เรียนด้านเทคนิคกระบวนการเคลือบ ซึ่งเด็กต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ทั้งหมด และต้องเคลือบชิ้นงานเป็น อย่างน้อยที่สุดเวลาไปอธิบาย ตามโรงงานเคลือบ หรือขายสินค้าเหล่านี้ เขาจะได้เข้าใจว่ามันมีความสำคัญอะไรอย่างไร เห็นความแตกต่างกับระบบเดิมอย่างชัดเจน"

รุ่งทิวา อู่สุวรรณ
       

จินดาวรรณ ธรรมปรีชา
       โดยทั่วไป การเคลือบด้วยเทคนิค PVD (Physical Vapor Deposition Technique) เป็นการเคลือบผิววัสดุหรือการถ่ายเทพลังงานและโมเมนตัม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะการเกิดของไอสารเคลือบ คือ 1. การเคลือบด้วยสารระเหย (evaporation) สารที่ใช้เคลือบได้จากการให้ความร้อนแก่สารเคลือบตั้งต้น จนสารนั้นระเหยกลายเป็นไอ ซึ่งฟุ้งกระจายไปกระทบวัสดุรองรับหรือชิ้นงาน แล้วควบแน่นเป็นชั้นเคลือบ ข้อเสียของวิธีนี้คือ แรงยึดติดของชั้นเคลือบกับวัสดุรองรับไม่สูงนัก ทำให้หลุดออกได้ง่าย

ผศ.ดร.นิรันดร์ วิทิตอนันต์(กลาง) และบุคลากรของสาขา
       และ 2. การเคลือบด้วยวิธีสปัตเตอริง (sputtering) ทำได้โดยการใช้อนุภาคพลังงานสูงจากพลาสมา วิ่งชนเป้าสารเคลือบแล้วเกิดการแลกเปลี่ยนพลังงานและโมเมนตัมระหว่างอนุภาคที่วิ่งเข้าชนกับอะตอมที่ผิวสารเคลือบจนหลุดออกมาในรูปของไอ ซึ่งจะฟุ้งกระจายไปกระทบวัสดุรองรับหรือชิ้นงานแล้วเกิดการควบแน่นเป็นชั้นเคลือบ ไอสารเคลือบที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสปัตเตอริงจะมีพลังงานสูงกว่าวิธีระเหยสารมาก ทำให้เมื่อไอสารเคลือบวิ่งกระทบผิววัสดุรองรับจะมีการฝังตัวลงในเนื้อวัตถุที่ต้องการเคลือบ ทำให้การยึดติดของชั้นเคลือบจากวิธีสปัตเตอริงดีกว่า

 
ชื่อผู้ลงประกาศ : Mr.IC
IP Address : 203.195.108.141
อีเมล์ : thejnai@hotmail.com
เวปไซต์ : http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9540000109046

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ตอบกระทู้
ผู้ตอบกระทู้
ข้อความ
CODE:8DB32 * CODE ที่ท่านเห็น
 
   

 

Copyright @ 2007 by industrychannel.com